พระนักพูด ย้ำ นางอัจฉราวดี ไม่มีสิทธิ์ อวดอ้าง บรรลุธรรม เพราะเข้าข่ายมีส่วนได้เสีย เปิดสำนักปฏิบัติธรรม วอนชาวพุทธใช้วิจารณญาณ ระหว่างคนถือศีล 5 กับ พระสงฆ์ถือศีล 227 ข้อ

พระมหาไพวัลย์ พระนักพูดชื่อดัง วัดสร้อยทอง กล่าวถึงกรณี กระแสวิจารย์ภาพที่เกี่ยวกับนางอัจฉราวดี วงศ์สกุล ปรากฏออกมาทางโลกโซเซียล ชวนให้น่าตั้งคำถามหลายอย่าง เช่นการอวดอ้างการปฏิบัติธรรม แล้วมีรัศมีธรรม มีแสง วงกลมรอบตนเอง หรือแม้แต่ภาพที่มีพระจำนวนหนึ่งยกมือไหว้ ถึงจะอ้างว่าเคยเป็นลูกศิษย์นางอัจฉราวดีในอดีตก็ตาม ซึ่งผู้ปฏิบัติจริงจะรู้ว่าภาพแบบนี้ไม่เหมาะสม ยิ่งทำให้สังคมตั้งคำถามว่า ที่ตั้งสำนักปฏิบัติธรรมขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์ใด หลายภาพชวนให้เกิดข้อกังขา เช่น มีภาพพระสงฆ์ไปอยู่ในสำนักปฏิบัติธรรม แทนที่พระจะเป็นผู้บอกวิธี เป็นผู้นำในการปฏิบัติธรรม แต่กลายเป็นว่าคุณอัจฉราวดี ซึ่งเป็นฆราวาส ตั้งตนเป็นเจ้าสำนักและมีพระสงฆ์ครองเพศบรรพชิตไปเป็นบริวาร หรือนางอัจฉราวดีกำลังจะตั้งตนเป็นผู้มีคุณวิเศษมากกว่าพระหรือไม่ ขณะที่พระถือศีล227 ข้อ ที่อยู่ในสำนักปฏิบัติธรรม ถึงยอมเคารพ นอบน้อม นับถือฆราวาสผู้หญิงที่ถือศีล5 ดูไม่เหมาะสม แม้จะเคยนับถือกันเป็นครูบาอาจารย์มาก่อนก็ตาม

พระมหาไพวัลย์ กล่าวว่า การอ้างว่าปฏิบัติธรรมจนบรรลุอรหันต์ ในพุทธกาลมีเพียงพระพุทธเจ้าเท่านั้นที่จะสามารถพยากรณ์ได้ หรือบอกได้ว่า ใครบรรลุธรรมขั้นไหน อย่างไร การที่อ้างตนว่าสามารถบรรลุธรรม หรือหนักไปกว่านั้น สามารถพยากรณ์คนอื่นหรือลูกศิษย์ของตนว่าบรรลุธรรมขั้นต่างๆได้ ถือว่าเข้าข่ายอวดอุตริอย่างมาก เพราะปฏิบัติธรรมแล้วไปหลงเข้าใจว่า ตนเป็นผู้วิเศษนั้น ไม่ใช่เป้าหมายของการปฏิบัติธรรม หากเป็นพระแล้วมาอวดอ้างตนแบบนี้ ถึงขั้นปาราชิก และสร้างความเสียหายมาก เพราะการจะชี้ว่าบรรลุธรรม มีแต่พระพุทธเจ้า หากใครทำเช่นพระพุทธเจ้าได้ ก็ถือว่า ยกตนเสมอ หรือเชื่อว่าตนเป็นเจ้าของลัทธิหรือศาสดา คนที่จะบรรลุธรรม จะไม่พยากรณ์ตนเอง คนที่ละทุกอย่าง ไม่ยึดมั่นถือมั่น ในความมีตัวเอง คุณสมบัติเหล่านี้คือเครื่องวัดว่าใครคือผู้บรรลุธรรม

ขณะเดียวกันมองว่า กรณีนี้หากไม่มีการตรวจสอบหรือเกิดกระแสสังคม จะเป็นอันตรายกับสังคม ที่ไปหลงเชื่อเช่น ไปเข้าปฏิบัติธรรมแล้วเพื่ออยากให้นางอัจฉราวดีมาพยากรณ์ตน หรือไปหลงเข้าใจว่าคุณอัจฉราวดีเป็นผู้วิเศษ บรรลุธรรมขั้นสูง ยิ่งสำนักปฏิบัติธรรมนี้ เพิ่งเปิดมาไม่นานแต่กลับไปพยากรณ์ว่ามีลูกศิษย์ที่มาปฏิบัติบรรลุธรรมขั้นอริยบุคคลนับ100 คน ยิ่งทำให้คนเข้าใจผิดและหลงผิด แทนที่จะปฏิบัติแล้วลดกิเลส ยิ่งเพิ่มความเป็นอัตตาไปอีก เนื่องจากอยากบรรลุธรรม ยิ่งบิดเบือนไปจากหลักพระธรรมวินัย จริงอยู่ไม่ต้องบวชก็บรรลุโสดาบันได้ แต่การบรรลุธรรมไม่ใช่เรื่องง่าย ส่วนเรื่องที่ออกมารณรงค์ ขึ้นข้อความว่า พระค่อนประเทศมอมเมาประชาชน อย่าเข้าวัดที่พระไม่ดี การพูดลักษณะนี้คนพูดต้องปรารถนาดีจริงๆ เพื่อเตือนสติคน แต่ต้องไม่พูดด้วยการหวังผลอย่างอื่น หรือยกตนข่มท่าน ในขณะที่บอกว่าอย่าไปเข้าวัด แต่กลับตั้งสำนักปฏิบัติธรรมขึ้นมา เขียนหนังสือ ให้คนมาอ่านหนังสือตนเอง กรณีสิ่งหนึ่งที่ทำได้ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ควรออกมาให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ว่าการกระทำลักษณะนี้ มีสิ่งใดที่บิดเบือนคำสอนบ้างหรือไม่ตรงกับหลักปฏิบัติ หรือให้พระที่มีความเชี่ยวชาญออกมาให้ความรู้กับประชาชน แต่การจะไปใช้อำนาจกฏหมายจัดการยังไม่ได้ เนื่องจากไม่มีผู้เสียหายหรือคู่กรณีออกมาร้องทุกข์ว่าถูกหลอกลวง ก็ไม่สามารถเอาผิดได้ นางอัจฉราวดี มีสิทธิเสรีภาพในการปฏิบัติตามความเชื่อของตนเอง ถึงแม้จะตรวจสอบพบว่าอวดอุตริจริง ก็ไม่สามาถดำเนินคดีได้ เพราะสำนักพุทธฯมีขอบเขตอำนาจที่จำกัด และไม่มีหน้าที่ไปจัดการกับความเชื่อคน แต่เพียงพศ.จะเป็นตัวกลางหากพบว่ามีพระทำผิดหรืออยู่ในสำนักนี้จริง แจ้งต่อเจ้าคณะปกครอง และเป็นตัวกลางหากมีคนมาร้องทุกข์

ท้ายที่สุดแล้ว อยากให้คนพุทธใช้ปัญญาในการพิจารณาอย่างมาก อย่าไปเชื่อจนหมดหัวใจ ถือว่าอันตราย เวลาจะเชื่อหรือฟัง ต้องหยั่งใจ ต้องศึกษาอย่างละเอียด มองหลายๆมุม มองว่าไม่ถึงขั้นเป็นภัย แต่ถ้าสังคมมองข้ามไม่สนใจประเด็นนี้ จะยิ่งทำให้คนถอยห่างจากวัด ออกห่างจากคำสอน เพราะเชื่อว่าการเข้าไปปฏิบัติที่สำนักนี้ จะเป็นทางลัดให้บรรลุธรรมได้ง่ายๆถือว่าอันตราย.-สำนักข่าวไทย